<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Life Style</title>
	<atom:link href="http://lifestyle.bloggoo.com/feed" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://lifestyle.bloggoo.com</link>
	<description>Just another Bloggoo.com weblog</description>
	<lastBuildDate>Tue, 22 Sep 2009 07:19:25 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://bloggoo.com/?v=2.8.6</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>วิธีบรรเทาอาการปวดหัว</title>
		<link>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7</link>
		<comments>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 07:19:25 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[นอนหลับ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดศรีษะ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดหัว]]></category>
		<category><![CDATA[พักผ่อน]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หลับ]]></category>
		<category><![CDATA[เบาหวาน]]></category>
		<category><![CDATA[โรคเบาหวาน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifestyle.bloggoo.com/?p=51</guid>
		<description><![CDATA[วันนี้เรานำเคล็ดลับวิธีบรรเทาอาการปวดหัวสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มาฝาก
เริ่มจากการพยายามคิดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ดี ยกตัวอย่างเช่น สามีกลับบ้านดึก ก็เพราะเขาทำงานหาเงินเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะ เกิด แทนที่จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นเข้าใจ

นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7 &#8211; 9 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย
รับประทานอาหารและของว่างที่มีประโยชน์ หากคุณแม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจเป็นตัวการทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้
อ่านหนังสือธรรมะ เพราะหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาสามารถช่วยให้คลายความเครียดในใจลงได้

เพียงเท่านี้อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลง
ที่มาข้อมูล: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>วันนี้เรานำเคล็ดลับวิธีบรรเทาอาการปวดหัวสำหรับคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์มาฝาก</strong></p>
<p>เริ่มจากการพยายามคิดถึงสิ่งต่างๆ ในแง่ดี ยกตัวอย่างเช่น สามีกลับบ้านดึก ก็เพราะเขาทำงานหาเงินเพิ่มเติมเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับลูกน้อยที่กำลังจะ เกิด แทนที่จะเกิดอารมณ์หงุดหงิด ก็อาจจะเปลี่ยนไปเป็นเข้าใจ</p>
<ul>
<li>นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 7 &#8211; 9 ชั่วโมง เป็นอย่างน้อย เพราะนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดหัวแล้ว ยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วน และโรคเบาหวานด้วย</li>
<li>รับประทานอาหารและของว่างที่มีประโยชน์ หากคุณแม่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำอาจเป็นตัวการทำให้เกิดอาการปวดศีรษะได้</li>
<li>อ่านหนังสือธรรมะ เพราะหลักธรรมคำสอนทางพุทธศาสนาสามารถช่วยให้คลายความเครียดในใจลงได้</li>
</ul>
<p>เพียงเท่านี้อาการปวดหัวก็จะบรรเทาลง</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%a7%e0%b8%b4%e0%b8%98%e0%b8%b5%e0%b8%9a%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%b2%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%9b%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%b1%e0%b8%a7/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ดื่มน้ำกันเถิดให้เกิดผล</title>
		<link>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c</link>
		<comments>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 22 Sep 2009 06:27:35 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[ดื่มน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[อ้วน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifestyle.bloggoo.com/?p=50</guid>
		<description><![CDATA[การดื่มน้ำส่งผลดีต่อร่างกายคุณมาก เรามีคำแนะนำของการดื่มน้ำมาฝาก
น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ ที่ช่วยให้การทำงานของอวัยวะและเซลล์ต่างๆ เป็นปกติ และเพื่อให้การดื่มน้ำส่งผลดีต่อร่างกายคุณมากยิ่งขึ้น เรามีคำแนะนำของการดื่มน้ำมาฝาก เริ่มจาก&#8230;

ดื่มน้ำสะอาด ตอนเช้า หลังจากที่นอนหลับพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งมีสัญญาณเตือนของการขาดน้ำด้วยอาการคอแห้ง ปากแห้ง หรือน้ำลายเหนียว เป็นต้น เมื่อร่างกายได้น้ำเพียงพอ 1-2 แก้ว คุณจะรู้สึกสดชื่นพร้อมทำกิจวัตรประจำวันต่อไป
ดื่มน้ำ ก่อน-หลังอาหารลดอ้วน สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ชอบรับประทานอาหารจุบจิบก่อนและหลังอาหาร ขอแนะนำให้ดื่มน้ำก่อนและหลังอาหาร 1-2 แก้ว เพื่อเป็นการเช็คว่าคุณหิวจริงๆ หรือร่างกายต้องการน้ำกันแน่ เพื่อระงับความอยากอาหารที่เกินความต้องการของร่างกาย ทั้งนี้ระหว่างอาหารไม่ควรดื่มน้ำมากไป เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้องได้
ดื่มน้ำเพิ่มพลังเมตาบอลิสม น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในทำงานของเซลล์แต่ละเซลล์ ในการดูดซึมและเปลี่ยนถ่ายก่อให้เกิดเป็นพลังงานความร้อน ช่วยในเผาผลาญและนำสารอาหารที่ร่างกายไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยในหนึ่งวันเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว

ที่มาข้อมูล: นิตยสาร Health Today
]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>การดื่มน้ำส่งผลดีต่อร่างกายคุณมาก เรามีคำแนะนำของการดื่มน้ำมาฝาก</strong></p>
<p>น้ำเป็นส่วนประกอบสำคัญของร่างกายมนุษย์ ที่ช่วยให้การทำงานของอวัยวะและเซลล์ต่างๆ เป็นปกติ และเพื่อให้การดื่มน้ำส่งผลดีต่อร่างกายคุณมากยิ่งขึ้น เรามีคำแนะนำของการดื่มน้ำมาฝาก เริ่มจาก&#8230;</p>
<ul>
<li>ดื่มน้ำสะอาด ตอนเช้า หลังจากที่นอนหลับพักผ่อนติดต่อกันเป็นเวลามากกว่า 6 ชั่วโมง ซึ่งมีสัญญาณเตือนของการขาดน้ำด้วยอาการคอแห้ง ปากแห้ง หรือน้ำลายเหนียว เป็นต้น เมื่อร่างกายได้น้ำเพียงพอ 1-2 แก้ว คุณจะรู้สึกสดชื่นพร้อมทำกิจวัตรประจำวันต่อไป</li>
<li>ดื่มน้ำ ก่อน-หลังอาหารลดอ้วน สำหรับคนที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมน้ำหนัก ชอบรับประทานอาหารจุบจิบก่อนและหลังอาหาร ขอแนะนำให้ดื่มน้ำก่อนและหลังอาหาร 1-2 แก้ว เพื่อเป็นการเช็คว่าคุณหิวจริงๆ หรือร่างกายต้องการน้ำกันแน่ เพื่อระงับความอยากอาหารที่เกินความต้องการของร่างกาย ทั้งนี้ระหว่างอาหารไม่ควรดื่มน้ำมากไป เพราะจะทำให้เกิดอาการจุกเสียด แน่นท้องได้</li>
<li>ดื่มน้ำเพิ่มพลังเมตาบอลิสม น้ำเป็นส่วนประกอบที่สำคัญในทำงานของเซลล์แต่ละเซลล์ ในการดูดซึมและเปลี่ยนถ่ายก่อให้เกิดเป็นพลังงานความร้อน ช่วยในเผาผลาญและนำสารอาหารที่ร่างกายไปใช้ประโยชน์ต่อไป โดยในหนึ่งวันเราควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 6-8 แก้ว</li>
</ul>
<p><strong>ที่มาข้อมูล:</strong> นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%a1%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%96%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>กินดี&#8230;บทรักก็ดีด้วย</title>
		<link>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2</link>
		<comments>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 18:35:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[กล้วย]]></category>
		<category><![CDATA[ปลาทะเล]]></category>
		<category><![CDATA[มะเดื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[หอยนางรม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifestyle.bloggoo.com/?p=48</guid>
		<description><![CDATA[มนุษย์เราให้ความสำคัญกับอาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ไม่ว่าจะ กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อกิน กินดีอยู่ดี หรือ &#8220;กินได้กินดี&#8221;
เรื่อง: กฤตยกร แสงขาว
มนุษย์เราให้ความสำคัญกับ อาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ไม่ว่าจะ กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อกิน กินดีอยู่ดี กินได้กินดี หรือกินบ้านกินเมือง โอ๊ะ! อันหลังคงไม่ดีแน่ เราอย่าไปสนใจมันเลย
มา เรื่องของเราดีกว่า จะเห็นได้ว่าระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้ กระแสการกินเพื่อดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นว่าแทบทุกร้านอาหารมักจะชูประเด็นสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ว่ามีสรรพคุณช่วยในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรื่องอาหารจะว่าเป็นแฟชั่นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่กับกระแสการกินเพื่อสุขภาพนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้นาน
และในหลายๆ สรรพคุณของอาหารนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อแน่ว่าหลายท่านคงให้ความสนใจ ก็คือสรรพคุณในเรื่องสุขภาพทางเพศนั่นเอง อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เราให้ความสนใจมาแต่โบราณแล้ว ลองมาดูกันครับว่า มีอาหารอะไรบ้างที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งบางอย่างก็เป็นแค่อาหารพื้นๆ ธรรมดา ที่เราๆ ท่านๆ อาจนึกไม่ถึงเลยทีเดียว
อย่างแรกที่อยากแนะนำคือ กล้วย ผลไม้พื้นบ้านธรรมดาที่หาได้ง่ายๆ ตามตลาดและซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป อย่าดูถูกเจ้าผลไม้ดึกดำบรรพ์ผลสีเหลืองสวยนี้เป็นอันขาดเชียวนะ เพราะนอกจากแป้งและน้ำตาล ที่ให้พลังงานอย่างดีแล้ว กล้วยนั้นยังมีคุณประโยชน์ในเรื่องเซ็กส์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>มนุษย์เราให้ความสำคัญกับอาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ไม่ว่าจะ กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อกิน กินดีอยู่ดี หรือ &#8220;กินได้กินดี&#8221;</strong></p>
<p><strong>เรื่อง:</strong> กฤตยกร แสงขาว</p>
<p>มนุษย์เราให้ความสำคัญกับ อาหารการกินมานาน และนับเป็นปัจจัยในการดำรงชีวิตที่ขาดไม่ได้ จะชั่วดีมีจนอย่างไรก็ต้องกิน ไม่ว่าจะ กินเพื่ออยู่ อยู่เพื่อกิน กินดีอยู่ดี กินได้กินดี หรือกินบ้านกินเมือง โอ๊ะ! อันหลังคงไม่ดีแน่ เราอย่าไปสนใจมันเลย<br />
มา เรื่องของเราดีกว่า จะเห็นได้ว่าระยะ 3-4 ปี ที่ผ่านมานี้ กระแสการกินเพื่อดูแลสุขภาพกำลังมาแรง ไม่ว่าจะหันไปทางไหน ก็จะเห็นว่าแทบทุกร้านอาหารมักจะชูประเด็นสำคัญในเรื่องการดูแลสุขภาพ ว่ามีสรรพคุณช่วยในการเสริมสร้างให้ร่างกายแข็งแรง ซึ่งเรื่องอาหารจะว่าเป็นแฟชั่นก็คงไม่ถูกเสียทีเดียว เพราะแฟชั่นมาเร็วไปเร็ว เปลี่ยนแปลงบ่อย แต่กับกระแสการกินเพื่อสุขภาพนั้น ดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นและคงอยู่ได้นาน</p>
<p>และในหลายๆ สรรพคุณของอาหารนั้น ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่เชื่อแน่ว่าหลายท่านคงให้ความสนใจ ก็คือสรรพคุณในเรื่องสุขภาพทางเพศนั่นเอง อันที่จริงเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มนุษย์เราให้ความสนใจมาแต่โบราณแล้ว ลองมาดูกันครับว่า มีอาหารอะไรบ้างที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพทางเพศ ซึ่งบางอย่างก็เป็นแค่อาหารพื้นๆ ธรรมดา ที่เราๆ ท่านๆ อาจนึกไม่ถึงเลยทีเดียว</p>
<p>อย่างแรกที่อยากแนะนำคือ <strong>กล้วย</strong> ผลไม้พื้นบ้านธรรมดาที่หาได้ง่ายๆ ตามตลาดและซุปเปอร์มาเก็ตทั่วไป อย่าดูถูกเจ้าผลไม้ดึกดำบรรพ์ผลสีเหลืองสวยนี้เป็นอันขาดเชียวนะ เพราะนอกจากแป้งและน้ำตาล ที่ให้พลังงานอย่างดีแล้ว กล้วยนั้นยังมีคุณประโยชน์ในเรื่องเซ็กส์ มากอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว ในผลกล้วยอุดมไปด้วยแร่ธาตุ โปแตสเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำงานของกล้ามเนื้อและระบบประสาท นอกจากนี้แล้วโปแตสเซียม ยังมีส่วนในเรื่องช่วยการทำงานของหัวใจ และความดันโลหิตให้เป็นปกติด้วย</p>
<p>นอกจากนี้แล้วกล้วยยังเป็นที่รวมของวิตมินบี 6 ซึ่งมีส่วนสำคัญในการทำหน้าที่ของสารสื่อประสาทในสมองช่วยให้สมองสั่งการได้ดีขึ้น<br />
กล้วย เพิ่มความกระชุ่มกระชวย ช่วยคลายความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ความเครียด ในชีวิตประจำวัน ซึ่งจะส่งผลทำให้เรื่องบนเตียงกับคนรักของคุณราบรื่นอีกด้วย</p>
<p>กลับมาจากที่ทำงานหรือออกไปเผชิญรถติดนอกบ้าน ลองรับประทานกล้วยสดแช่เย็นสักผล หรือจะสร้างสรรค์ทำเป็นเครื่องดื่มกล้วยปั่นเย็นๆ ซักแก้ว แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้นได้อย่างง่ายๆ เลยทีเดียว แต่ระวังเรื่องนมกับน้ำเชื่อมเพิ่มแคลอรีในมื้อเย็นนะครับจะกลายเป็นอ้วนไป</p>
<p>ต่อมาคือ <strong>มะเดื่อ</strong> ตามความเชื่อของชาวกรีกโบราณนั้น เชื่อกันว่ามะเดื่อ เป็นอาหารที่เพิ่มสมรรถภาพทางเพศได้อย่างมาก ซึ่งจากความเชื่อนี้นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันได้ทำการศึกษาแล้วพบว่า ในมะเดื่อนั้นมีสารไนอะซีนอยู่เป็นจำนวนมาก เจ้าสารไนอะซีนตัวนี้จัดอยู่ในกลุ่มวิตามินบี ซึ่งไนอะซีนมีสารเคมีสองชนิดคือ กรดนิโคตินามิก และทริปโทแฟน เป็นวิตามินที่เป็นส่วนประกอบของโคเอนไซม์ ที่ทำหน้าที่เป็นแหล่งไฮโดรเจน การลดปริมาณโคเลสเตอรอล ซึ่งทำให้ไนอะซีนเป็นสาระสำคัญ ในการช่วยในเรื่องระบบการไหลเวียนโลหิตในร่างกาย</p>
<p>ยัง&#8230; ยังไม่หมดแค่นั้นนะ อย่าดูถูกผลไม้ลูกเล็กๆ นี้เป็นอันขาด เจ้ามะเดื่อยังมีสาระสำคัญอีกอย่างนึงก็คือ แมกนีเซียม ซึ่งมีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนต่างๆ (แน่นอนครับรวมถึงฮอร์โมนเพศด้วย) และยังช่วยในเรื่องการทำงานของกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกายด้วย</p>
<p>ดังนั้นก็ไม่ต้องกังวล เมื่อถึงเวลากิจกรรมของคุณกับคู่รักอีกแล้ว เพราะไม่ว่าจะเป็นคุณผู้ชายที่ต้องการเลือดไปเลี้ยงเจ้าหนูคู่กาย หรือแม้แต่เมื่ออัตราการหายใจที่ทั้งเร่ง เร็ว และแรง ในขณะที่ปฏิบัติการก็ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดอาการหายใจไม่ทัน หรือหมดแรงสู้กระทันหันอีกต่อไป</p>
<p><strong>หน่อไม้ฝรั่ง</strong> ผักชนิดนี้เรารู้จักกันเป็นอย่างดี หาซื้อง่าย เป็นส่วนประกอบในอาหารประจำวันของคนไทย นอกจากความอร่อยแล้ว คุณประโยชน์ในด้านสมรรถภาพทางเพศทำให้มองข้ามไปไม่ได้เลย เพราะในหน่อไม้ฝรั่งมีสารไนอะซีนซึ่งเหมือนกับมะเดื่อ และที่สำคัญโดยเฉพาะสำหรับคุณผู้ชาย คือ สารกลูตาไธโอน ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนผสมในผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหลายชนิดในแง่ทำให้ผิวขาว แต่ในหน่อไม้ฝรั่งนั้น สารกลูตาไธโอนจะทำหน้าที่ร่วมกับวิตามินซีช่วยให้เสปิร์มตื่น คือทำให้เสปิร์มมีความตื่นตัวมากขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการปฏิบัติการกระทั่งสู่การปฎิสนธิ</p>
<p>ที่นี้คุณผู้ชายทั้งหลายหรือแม้แต่คุณภรรยาที่บ้าน ต้องหันมาให้ความสำคัญกับเจ้าผักฝรั่งสัญชาติไทยตัวนี้กันมากขึ้นแล้วนะครับ เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่า ความเครียดทั้งจากการทำงานและสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน หรือแม้แต่ความร้อนจากการอบลูกอัณฑะอยู่ในกางเกงเป็นเวลานานๆ ล้วน เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ปริมาณและคุณภาพของเสปิร์มลดถอยลงเป็นอย่างมาก</p>
<p><strong>ถั่วบราซิล</strong> อันนี้อาจไม่คุ้นเคยซักเท่าไหร่ แต่เจ้าถั่วเม็ดจิ๋วนี้มีความพิเศษอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว เพราะ ในถั่วบราซิลนั้น อุดมไปด้วยสารเซเลเนียม ซึ่งถือกันว่าเป็นแหล่งของเซเลเนียมชั้นยอดเลยทีเดียว</p>
<p>สารเซเลเนียมนี้มีส่วนสำคัญที่ช่วยทำให้เสปิร์มของคุณผู้ชายแข็งแรง และว่ายน้ำได้เร็วขึ้น โดยมีรายงานกล่าวอีกว่ายังช่วยเพิ่มจำนวนเสปิร์มให้มากขึ้นได้ด้วย นั่นหมายถึงโอกาสการมีลูกสูงขึ้นนั่นเอง</p>
<p>นอกจากนี้แล้วในถั่วบราซิล ยังมีวิตามินอี ช่วยให้ผิวของเจ้าเสปิร์มแข็งแรง และหลุดรอดจากการทำลายของอนุมูลอิสระภายในร่างกายของเราด้วย อันนี้ก็นับเป็นข่าวดีของคุณผู้ชายทั้งหลาย ที่คิดว่าเริ่มมีปัญหาหรือมีความเสี่ยงที่จะมีเจ้าตัวเสปิร์มน้อย ทางเลือกในการการบำรุงด้วยถั่วบราซิลก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจเลยทีเดียว</p>
<p><strong>แครอท</strong> ไม่มีใครไม่รู้จัก ก็อย่างที่รู้ๆ กันก็คือ แครอทมีสารเบต้าแคโรทีนที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ อันเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งแล้ว เจ้าสารเบต้าแคโรทีนนี้ ยังมีส่วนช่วยเรื่องเซ็กส์ด้วย ทั้งชายและหญิง</p>
<p>สำหรับผู้ชายนั้นสารเบต้าแคโรทีน มีส่วนช่วยให้ตัวเสปิร์มมีปริมาณมาก และแข็งแรงขึ้น สำหรับผู้หญิง เจ้าสารตัวนี้มีส่วนในการเสริมสร้างฮอร์โมนเพศตัวสำคัญ คือ โปรเจสเตอโรนทำให้สภาพผนังมดลูกมีความเหสมะสมในการฝังตัวของไข่ เห็นสรรพคุณแล้วเรียกได้ว่าได้ประโยชน์หลายสถานจริงๆ แถมกินได้ทุกเพศทุกวัน ไม่จำกัดจำนวน และไม่ต้องห่วงแคลอรีด้วยครับ</p>
<p><strong>แอปพลิคอท</strong> มีขายตามซุปเปอร์มาเก็ตใหญ่ๆ เป็นลูกสีส้มๆ กลมๆ นอกจากจะอร่อยแล้ว ยังมีประโยชน์ในการบำรุงสมรรถภาพทางเพศของคุณผู้หญิงอย่างไม่น่าเชื่อเลยทีเดียว</p>
<p>สาวๆ ที่กำลังจะเป็นเจ้าสาว และวางแผนที่จะเป็นแม่คนในเร็ววันอ่านไว้นะครับ แอปพลิคอทมีสารเบต้าแคโรทีนและแมงกานีสสูง ซึ่งสารสองตัวนี้ส่งผลให้ผู้หญิงเพิ่มโอกาสการปฏิสนธิได้สูงขึ้น คือคุณจะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้มากขึ้นนั่นเอง เพราะสารทั้งสองตัวนี้มีส่วนสำคัญในการสร้างฮอร์โมนที่จำเป็นสำหรับร่างกาย ทำให้ร่างกายพร้อมรับการตั้งครรภ์ได้ดีขึ้น</p>
<p>ถ้าร่างกายขาดแมงกานีส หรือได้รับไม่เพียงพออาจจะทำให้การทำงานของระบบสืบพันธุ์ผิดปกติได้ ทั้งยังก่อให้เกิดประจำเดือนมาไปเป็นปกติอีกด้วย</p>
<p><strong>หอยนางรม</strong> หลายคนคงพอทราบมาบ้างนะครับว่าหอยนางรม เป็นอาหารที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางเพศเพราะมีแร่ธาตุสังกะสีสูงนั่นเอง ซึ่งสังกะสีช่วยทำให้สเปิร์มเคลื่อนไหวได้เร็วขึ้น เท่ากับช่วยเพิ่มโอกาสการมีลูกนั่นเอง นอกจากนี้สังกะสียังช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดต่อมลูกหมากบวมอักเสบ ซึ่งถ้าเกิดกับชายใดก็จะอาจมีผลกระทบต่อสมรรถภาพเพศได้เช่นกัน</p>
<p>แต่ก็อย่าเพิ่งดีใจรีบสวาปามหอยนางรมเข้าไปหละครับ อ่านต่ออีกนิด&#8230; หอยนางรม นอกจากจะมีสังกะสีสูงแล้ว ยังมีโคเลสเตอรอลสูงด้วยเช่นกัน ซึ่งก็คือสาเหตุที่ก่อให้เกิดไขมันอุดตันในหลอดเลือดและหัวใจได้หากรับ ประทานมากเกินไป</p>
<p>นอกจากนี้ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าในหอยนางรมดิบนั้นอาจมีเชื้อโรค Vibrio Vulnificus ซึ่งมีอยู่ในแหล่งน้ำบางแห่ง ส่วนแหล่งน้ำในประเทศไทยนั้นยังไม่มีรายงานแน่นอนว่ามีการระบาดของเชื้อชนิด นี้หรือไม่อย่างไรก็ตามก็ระวังกันด้วยนะครับ เพราะถ้าอาหารเป็นพิษขึ้นมา นอกจากจะไม่ปึ๋งปั๋ง หมดเรี่ยวแรงแล้ว ยังต้องไปนอนหยอดน้ำข้าวต้มในโรงพยาบาลอีกก็เป็นได้</p>
<p>ปลาทะเล เป็นอาหารที่มีประโยชน์มาก เพราะเป็นแหล่งโปรตีนและไขมันชั้นดีคือกรดโอเมกา 3 ซึ่งนอกจากจะช่วยบำรุงสมองแล้ว ที่สำคัญยังมีส่วนช่วยในเรื่องสมรรถภาพทางเพศได้ด้วย<br />
กรด โอเมกา 3 ในปลาทะเลเป็นสารอีกชนิดหนึ่งที่สร้างสารคล้ายฮอร์โมนชื่อ พลอสตาแกลนดิน ซึ่งมีความสำคัญต่อระบบประสาทในด้านการตอบสนองทางเพศ และเคยใช้เป็นสารที่ใช้ฉีดเฉพาะที่ในชายที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ ช่วยให้ผนังเส้นเลือดคลายตัว ทำให้เลือดไปเลี้ยงอวัยวะเพศได้ดีขึ้น<br />
ได้ ฟังประโยชน์ของโอเมกา 3 เพิ่มขึ้นอย่างนี้แล้ว ก็ลองหันมารับประทานปลาทะเลให้มากขึ้น แทนเนื้อสัตว์อื่นๆ ดูนะครับ เพราะปลาเป็นอาหารที่ย่อยง่าย รับประทานเป็นมื้อเย็นก็ดีครับ กำลังสบายท้อง<br />
อยากจะฝากข้อคิดเกี่ยวกับเรื่องเพศให้คุณผู้อ่านลองนำไปให้ในชีวิตประจำวันดูนะครับ<br />
พยายาม ใส่ใจกับความเครียดของตัวเองและคนรักให้มากๆ เพราะเซ็กส์ที่ดีนั้นจะเกิดขึ้นได้ เมื่อทั้งสองฝ่ายรู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่เหนื่อยล้าจนเกินไป<br />
อย่า ลืมอีกเรื่องที่สำคัญครับ&#8230;.ต้องออกกำลังกาย สัปดาห์ละ 3-5 ครั้งนะครับ เพราะร่างกายที่แข็งแรงนั้น จะทำให้คุณพร้อมสำหรับปฏิบัติการได้อย่างสมบูรณ์แบบ ราบรื่น และที่สำคัญช่วยให้คุณจัดการความเครียดได้ง่ายๆ ด้วยครับ</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล:</strong> นิตยสาร Health Today</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5-%e0%b8%9a%e0%b8%97%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b9%87%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%94%e0%b9%89%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>จูบแลกน้ำลาย อันตรายกว่าที่คิด?</title>
		<link>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88</link>
		<comments>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 25 Aug 2009 18:30:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>Joe</dc:creator>
				<category><![CDATA[Health]]></category>
		<category><![CDATA[จูบ]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำลาย]]></category>
		<category><![CDATA[โรค]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://lifestyle.bloggoo.com/?p=46</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนยังไม่ทราบว่าการจูบนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคจากน้ำลายได้หลายอย่าง
ปัจจุบันวัยรุ่นไทยมีการแสดงความรักกัน อย่างเปิดเผยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกอด หรือการจูบ โดยที่ จนถึงขั้นทำให้สมองเสื่อม เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้
เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง อดีตนักวิจัยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การจูบนั้นอาจไม่ปลอดภัยทำให้เกิดการติดเชื้อโรคจากน้ำลายได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยคือ โรคเริม ซึ่ง จะเป็นตุ่มน้ำเจ็บ ๆ คัน ๆ ที่ริมฝีปาก จมูก คาง แก้ม เกิดจากเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (HSV-1) ในอเมริกาพบว่าเมื่อ วัยรุ่นอายุครบ 20 ปี ส่วนใหญ่จะมีการ ติดเชื้อเริมที่ปากไปแล้ว และเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 (HSV-2) เริมเป็นแล้วจะไม่หายขาด เมื่อ ผู้ติดเชื้ออ่อนแอ เช่น เป็นไข้ โดนแดดจัด หญิงก่อนมีประจำเดือน เริมจะกำเริบได้ หากแกะเกาตุ่มน้ำแล้วสัมผัสนัยน์ตา กระจกตาอาจอักเสบจนถึงขั้นตาบอด
ที่น่าสนใจ คือ ปัจจุบันเชื่อว่าการ ติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก (HSV-1) อาจทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมที่เรียกว่าอัลไซเมอร์ได้ โดยตรวจพบเชื้อไวรัสเริม (HSV-1) [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><strong>หลายคนยังไม่ทราบว่าการจูบนั้นอาจจะไม่ปลอดภัย ทำให้เกิดการติดเชื้อโรคจากน้ำลายได้หลายอย่าง</strong></p>
<p>ปัจจุบันวัยรุ่นไทยมีการแสดงความรักกัน อย่างเปิดเผยมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกอด หรือการจูบ โดยที่ จนถึงขั้นทำให้สมองเสื่อม เป็นโรคอัลไซเมอร์ได้</p>
<p>เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.ประวิตร พิศาลบุตร แพทย์โรคผิวหนัง อดีตนักวิจัยสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐอเมริกา กล่าวว่า การจูบนั้นอาจไม่ปลอดภัยทำให้เกิดการติดเชื้อโรคจากน้ำลายได้หลายอย่าง ที่พบบ่อยคือ โรคเริม ซึ่ง จะเป็นตุ่มน้ำเจ็บ ๆ คัน ๆ ที่ริมฝีปาก จมูก คาง แก้ม เกิดจากเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 1 (HSV-1) ในอเมริกาพบว่าเมื่อ วัยรุ่นอายุครบ 20 ปี ส่วนใหญ่จะมีการ ติดเชื้อเริมที่ปากไปแล้ว และเริมที่อวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัสเริมชนิดที่ 2 (HSV-2) เริมเป็นแล้วจะไม่หายขาด เมื่อ ผู้ติดเชื้ออ่อนแอ เช่น เป็นไข้ โดนแดดจัด หญิงก่อนมีประจำเดือน เริมจะกำเริบได้ หากแกะเกาตุ่มน้ำแล้วสัมผัสนัยน์ตา กระจกตาอาจอักเสบจนถึงขั้นตาบอด</p>
<p>ที่น่าสนใจ คือ ปัจจุบันเชื่อว่าการ ติดเชื้อเริมที่ริมฝีปาก (HSV-1) อาจทำให้เกิดโรคสมองเสื่อมที่เรียกว่าอัลไซเมอร์ได้ โดยตรวจพบเชื้อไวรัสเริม (HSV-1) ในคราบสมอง (beta-amyloid plaques) ของผู้ป่วยที่เป็น โรคนี้</p>
<p>อาการของอัลไซเมอร์ คือ ความจำเสื่อม หลงลืม ชอบพูดซ้ำ ถามซ้ำ ปัจจุบันพบว่ามีผู้เป็นโรคนี้มากขึ้น เพื่อป้องกันโรคเริม แนะ นำว่าให้งดเว้นการจูบพร่ำเพรื่อ การมีเพศสัมพันธ์ สำส่อน งดการใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว ตลอดจนแก้วน้ำร่วมกัน เพื่อความปลอดภัยควรใช้หลอดดูด ดูดน้ำจากแก้ว</p>
<p>ผู้หญิงที่ชอบทดลอง ลิปสติกตามเคาน์เตอร์เครื่องสำอางมีโอกาสติดเชื้อ เริมได้ ผู้ที่เข้าห้องน้ำสาธารณะก็มีโอกาส ติดเชื้อเริมที่ก้น จึงควรใช้กระดาษ ปู รองนั่ง การทักทายโดยการจูบแบบชาว ตะวันตกนั้นเพิ่มการติดเชื้อเริมอย่างมาก การทักทายโดยการไหว้แบบไทยนับว่าปลอดภัยกว่า</p>
<p>การจูบปากยังทำให้ติดเชื้อไวรัส อื่น ๆ คือ โรคไวรัสตับอักเสบ บี เอ และน่าจะถ่ายทอดไวรัส ซี ได้ด้วย ซึ่งล้วนเป็นโรคเรื้อรังเป็นแล้วไม่หายขาด มีโอกาสทำให้ตับอักเสบ ตับแข็ง ตับวาย และอาจกลายเป็นมะเร็งตับ</p>
<p>ทั้งนี้การจูบอาจถ่ายทอดโรคโมโนนิ วคลิโอสิส (infectious mononu- cleosis) ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า เอปสตีน บาร์ ไวรัส (Epstein Barr Virus, EBV) โรคนี้จึงมีชื่อภาษาอังกฤษว่าโรคจากการจูบ (kissing diseases) มักพบในวัยรุ่นและวัยผู้ใหญ่ตอนต้น โรคนี้ทำให้เกิดอาการไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต ม้ามโต เจ็บคอ ปวดหัว เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และตับอักเสบ</p>
<p>สำหรับ การติดเชื้อไวรัสเอชไอวี ที่ทำให้เกิดโรคเอดส์ซึ่งหลายคนกลัวนั้น โดยทั่วไปการจูบไม่ทำให้ติดโรคนี้ ยกเว้นแต่ว่าเป็นการจูบแบบเปียกที่ผู้ที่เราไปจูบด้วยมีแผลมีเลือดออกในช่อง ปากและมีเชื้อเอชไอวี และตัวเราก็มีแผลในช่องปากเองด้วย</p>
<p>อย่างไรก็ ตาม การจูบยังทำให้ติดเชื้อไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากไวรัส หูดข้าวสุก และโปลิโอ.</p>
<p><strong>ที่มาข้อมูล:</strong> หนังสือพิมพ์เดลินิวส์</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://lifestyle.bloggoo.com/health/%e0%b8%88%e0%b8%b9%e0%b8%9a%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%a2-%e0%b8%ad%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%a7%e0%b9%88/feed</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>
